Money Heist ทรชนคนปล้นโลก
Money Heist ทรชนคนปล้นโลก

Money Heist ทรชนคนปล้นโลก ปฏิบัติการปล้นระดับชาติที่มีผู้นำขบวนการใช้ฉายาแฝงว่า ศาสตราจารย์ เขารวบรวมอดีตโจร นักต้มตุ๋น อันธพาล และพวกคนชายขอบที่มีความสามารถเฉพาะด้าน มาเรียกด้วยชื่อของเมืองแทนชื่อตัวเพื่อมาร่วมกันทำตามแผนโจรกรรมสมบูรณ์แบบที่ไม่มีใครต้องบาดเจ็บหรือตาย และพวกเขาจะหนีรอดมาได้พร้อมเงินที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ของสเปน หรืออาจของโลกด้วย ทว่าความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริงในโลก แม้แต่ศาสตราจารย์เองก็ต้องเรียนรู้เรื่องนั้นเมื่อได้ผ่านอุปสรรคแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นในแผนปล้นใหญ่ครั้งนี้

Money Heist ทรชนคนปล้นโลก (หรือ La Casa de Papel ซึ่งแปลว่า บ้านกระดาษ ในภาษาสเปน) เป็นซีรีส์จากสเปนที่ฮิตเกินคาดในบ้านเรา (หรืออาจพูดว่าทั่วโลก) โดยเฉพาะที่ว่าสามารถทำให้เน็ตฟลิกซ์ควักเงินออกทุนมาจนถึงซีซันที่ 4 แล้วด้วย โดยที่ไม่มีดาราเบอร์ใหญ่ระดับฮอลลีวู้ดมาเล่นสักคน ยิ่งการันตีความเจ๋งเป้งของตัวซีรีส์ได้อย่างดี โดยซีรีส์ชุดนี้เป็นผลงานสร้างสรรค์ของ อเล็กซ์ ปินา (Álex Pina) นักสร้างซีรีส์สุดเก๋าของสเปน ที่เดิมทีเป็นซีรีส์ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ช่อง Antena 3 ของสเปน ก่อนที่จะถูกนำมาลงเน็ตฟลิกซ์และทำให้ทีมนักแสดงนำโดยเฉพาะ อัลวาโร มอร์เต (Álvaro Morte) ในบทของ ศาสตราจารย์, เปโดร อลอนโซ (Pedro Alonso) ในบท เบอร์ลิน และนักแสดงสาวสุดเซ็กซี เออร์ซูลา คอร์เบโร (Úrsula Corberó) ในบท โตเกียว กลายเป็นที่จดจำไปทั่วโลกเลยทีเดียว

สำหรับใครที่ไม่เคยดูมาก่อนก็ต้องบอกว่าแม้เนื้อหาจะลากยาวมาถึงซีซันที่ 4 แล้ว แต่ในแง่ของการจบปมต่าง ๆ นั้นอาจเล่าได้ว่าตัวซีรีส์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ภาค โดยปริยาย คือ ภาคปล้นโรงกษาปณ์ (ซีซันที่ 1-2) และภาคปล้นธนาคารกลาง (ซีซันที่ 3-4 และยังไม่จบ) ใครจะเริ่มดูแล้วกลัวหยุดไม่อยู่ก็บอกได้เลยว่ามีจุดที่ให้เบรกใจได้ยาว ๆ ตรงจบภาคแรกนั่นเองเพราะมันไม่ได้ทิ้งเชื้อให้ค้างคาสุด ๆ อะไรเลย (เป็นข้อดีนะไม่งั้นลากยาว ๆ กัน 4 ซีซัน รวม 38 ตอนนี่แอบเหนื่อย)

ภาคปล้นโรงกษาปณ์

ในภาคนี้นั้นเราจะได้เห็นการปูพื้นตัวละครต่าง ๆ ที่มาที่ไปและจุดแข็ง-จุดอ่อนในตัวของแต่ละคน รวมถึงปูพื้นฝั่งตรงข้ามอย่างตำรวจและหน่วยข่าวกรองของสเปน ถ้าว่าเป็นหนังภาคแรกก็เป็นภาคแรกที่ดูไปลุ้นไปจากความไม่รู้จักตัวละครนี่ล่ะ ว่ามันจะเก่งจะอ่านแผนล่วงหน้าไปได้ถึงไหนเชียว การปล้นโรงกษาปณ์ของประเทศอุปสรรคมันยากกว่าพวกหนังปล้นธนาคารทั่วไปอีกระดับเลย ตรงนี้เป็นจุดที่ต้องชื่นชมความชาญฉลาดของทีมเขียนบทที่นำโดยครีเอเตอร์คนเก่งอย่าง อเล็กซ์ ปินา ซึ่งธีมการนำเสนอก็ล้อไปชื่อเรื่องในภาษาสเปนที่แปลว่า บ้านกระดาษ ได้ดี ทั้งฉากไตเติลที่เป็นกราฟิกโรงกษาปณ์จำลองจากกระดาษซึ่ง ศาสตราจารย์ ใช้อ้างอิงในการวางแผนต่าง ๆ ดั่งภาพอุดมคติของตัวละครที่ต้องการแผนการที่

สมบูรณ์แบบไม่มีใครบาดเจ็บหรือตาย และพวกเขาจะหนีรอดราวผู้บริสุทธิ์หรือกระดาษสีขาวก็ไม่ปาน และอีกทางมันก็ยังทำให้เห็นว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องมันพร้อมแปดเปื้อนและพังทลายอย่างง่ายดายขนาดไหน เพียงมีปัจจัยที่เกินควบคุมเข้ามาสั่นคลอนบ้านกระดาษหลังนี้ ทั้งจากความผิดพลาดที่เกินควบคุมจากการกระทำของตัวละครที่ล้วนมีจุดบกพร่อง หรือความบังเอิญ ความฉลาดเฉลียวของฝั่งผู้ล่าอย่างตำรวจที่พร้อมไล่งับลงเขี้ยวสั่งสอนศาสตราจารย์ผู้โลกสวยอยู่ในโลกอุดมคติ และนั่นก็เป็นสูตรที่ได้ผลมาก ๆ ที่ทำให้ผู้ชมสนใจใคร่รู้เรื่องราวตลอดเวลาว่าแผนการนี้จะล้ำแค่ไหน และพวกเขาจะเอาตัวรอดได้ไหม

ต้องยอมรับว่าด้วยคาแรกเตอร์ความไม่แน่นอน เลือดร้อน อารมณ์แกว่งดุจระเบิดเวลาของ โตเกียว ตัวละครสาวผู้ใช้ชีวิตโลดโผนราวอยากวิ่งหาความตายเสมอจนกระทั่งแฟนหนุ่มโดนตำรวจยิงตายระหว่างปล้น ทำให้เธอมีความหวั่นไหวในใจที่คาดเดาการกระทำไม่ได้ ไม่รู้จะสติแตกไปตอนไหน ในขณะอีกตัวละครที่เด่นไม่แพ้กันคือ เบอร์ลิน คุณชายมาดผู้ดีหยิ่งศักดิ์ศรีแต่เลือดเย็นและขาดความเห็นใจในมนุษย์ ผู้ที่ศาสตราจารย์ไว้ใจให้เป็นผู้นำคณะปล้น ก็เป็นตัวละครที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้

เรื่องราวได้เยอะมากจากความที่ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ การยืนอยู่ปลายเหวของความรุนแรงและความเจ้าเล่ห์ตลอดเวลาไม่รู้จะข้ามเส้นสู่การนองเลือดเอาตอนไหนกันแน่ ทั้งสองคนนี้ที่เป็นตัวละครที่มีบุคลิกน่ามองตามกายภาพอยู่แล้ว คือสวยหล่อมีเสน่ห์ทั้งคู่ เมื่อยิ่งมีนิสัยโดดเด่นน่าสนใจด้วยแล้วยิ่งดึงสายตาผู้ชมได้ตลอด และในขณะที่ทั้งคู่ดูเป็นตัวที่พร้อมสั่นคลอนแผน แต่ก็มีความขัดแย้งในตัวที่เชื่อมั่นและศรัทธาในแผนการของศาสตราจารย์อย่างยิ่ง เรียกว่าเป็นหมากเด็ดที่คนเขียนบทเอามาใช้ทำให้ผู้ชมลุ้นได้ตลอดเวลาจริง ๆ

ในขณะที่ภายในโรงกษาปณ์เป็นเรื่องราวการงัดข้อกันระหว่างภายในกลุ่มโจร และระหว่างกลุ่มโจรกับตัวประกันที่บุคลิกหลากหลายทั้งน่าเอาใจช่วยทั้งน่าหมั่นไส้ ภายนอกโรงกษาปณ์ก็เป็นการวัดกึ๋นกันระหว่าง ศาสตราจารย์ ที่ต้องควบคุมสั่งการกลุ่มโจรให้ราบรื่น และปลอมตัวแนบเนียนเข้าใกล้เหล่าตำรวจเพื่อล้วงความคืบหน้าแบบรู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ซึ่งอีกฝั่งก็คือ สารวัตรราเกล สาวใหญ่หย่าสามีและมีลูกติดที่ต้องทำหน้าที่เจรจาและโดนศาสตราจารย์แผ้วเผาทำลายชีวิตของเธออยู่

ร่ำไป แต่ก็ยังไม่รู้ตัวว่าชายแปลกหน้าที่เข้ามาชนะใจเธอในช่วงนี้คือศาสตราจารย์ปลอมตัวมา เรียกว่าเธอคือเหยื่อที่โดนกระทำหนักสุดจากเรื่องราวทั้งหมด เรื่องราวรักหลายเส้าของเธอเองก็เป็นตัวแปรให้เรื่องราวซับซ้อนขึ้นเหมือนกัน ทั้งรองสารวัตรที่แอบรักเธอมาตลอดเป็นสิบปี หรืออดีตสามีที่ชอบทำร้ายเธอแต่ภาพลักษณ์ดีในที่ทำงาน โดยเฉพาะการเป็นหน่วยพิสูจน์หลักฐานมือหนึ่งที่ต้องใกล้ชิดเธอตลอด และสุดท้ายคือความวุ่นวายที่สุดเมื่อศาสตราจารย์ก็ตกหลุมรักสารวัตรสาวเข้าให้จนได้ ความสัมพันธ์แบบโกหกและอยู่ขั้วตรงข้ามกันก็เป็นอีกเรื่องราวให้ได้ลุ้นมาก ๆ

พูดถึงด้านโพรดักชัน ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าซีรีส์สเปนเรื่องนี้มีมาตรฐานที่สูงมากไม่เพียงเรื่องบทที่ซับซ้อนแต่ละเอียดตกหล่นทิ้งรอยโหว่ใหญ่ ๆ น้อยมาก สะท้อนการเตรียมตัวที่ดีของทีมงานที่เก่งและแข็งแกร่ง เอาอวดสายตาชาวโลกได้สบาย ถ้าซีรีส์บ้านเราอยากไปตีระดับโลกก็อาจจำเป็นต้องก้าวข้ามข้อจำกัดบางอย่างให้ได้แบบนี้จริง ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าตัวซีรีส์ได้การสนับสนุนที่ดีจากรัฐบาลอย่างน้อยที่สุดคือการไม่ขัดขวางการนำเสนอที่สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงเช่นนี้ นอกจากนั้นการสร้างโลเกชันรวมถึงการคิดรายละเอียดของพร็อพอย่างหน้ากาก ชุดคอสตูม อาวุธต่าง ๆ ต้องบอกว่าสร้างความน่าเชื่อถือให้เรื่องราวและเสริมจินตนาการผู้ชมให้สัมผัสความเท่ในทุกอณูเอามาก ๆ ด้วย

สรุป

สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู ก็แนะนำเลยว่าภาคปล้นโรงกษาปณ์นี้ ลงตัวที่สุดแล้วในซีรีส์ชุดนี้ ทั้งความใหม่อ่อนประสบการณ์ของทั้ง 2 ฝั่ง ความลงตัวของตัวละครต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกันได้สนุกในหลายระดับ และการสรุปเรื่องราวที่น่าประทับใจจับใจคนดูสุด ๆ เรียกว่า 2 ซีซัน รวม 22 ตอนนั้น ดึงให้ดูรวดเดียวไม่หยุดได้ของจริงเลย

ปฏิบัติการปล้นระดับชาติที่มีผู้นำขบวนการใช้ฉายาแฝงว่า ศาสตราจารย์ ได้เรียกพลพรรคที่รอดชีวิตหนีการจับกุมอยู่ในขณะนี้กลับมาอีกครั้ง เพราะสมาชิกคนหนึ่งอย่าง ริโอ ถูกจับได้และนำไปทรมานอย่างไร้มนุษยธรรมในที่ลับของรัฐบาล ทำให้พวกเขาต้องนำแผนการปล้นสุดคลั่งของเบอร์ลินในอดีตมาใช้ด้วยความจำเป็น เพื่อยึดธนาคารกลางที่เก็บทองคำสำรองของสเปนและต่อรองให้ปล่อยตัว ริโอ คืนมา

Money Heist

ภาคปล้นธนาคารกลางสเปน 

(ซีซัน 3-4 และยังมีต่อ) เป็นภาคที่ทำให้รู้สึกว่าทีมงานพยายามจะสานต่อความสำเร็จของซีรีส์ออกไปอีก เหมือนละครที่ยืดเรื่องต่อไปแล้วเริ่มมีความย้วยให้เห็น โดยจุดที่เห็นชัดคือการขาดตัวละครหลักบางตัวไปทำให้สีสันของเรื่องลดลงอย่างมีนัยยะ ส่วนตัวละครใหม่อย่าง มาร์ติน ก็ยังทดแทนตำแหน่งของตัวละครเก่าอย่างเบอร์ลินไม่ได้

เรื่องราวในภาคนี้เปิดมาได้น่าสนใจเมื่อโตเกียวทนหลบอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้และเริ่มออกสู่โลกภายนอกไปปาร์ตี้อีกครั้ง ทำให้ริโอที่คิดถึงโตเกียวมากต้องโทรศัพท์หาและกลายเป็นจุดอ่อนให้รัฐบาลสเปนหาตัวเขาเจอจากสัญญาณโทรศัพท์ และเมื่อริโอถูกจับไปทรมานในคุกลับ โตเกียวที่รู้สึกผิดว่าตนเป็นสาเหตุให้แฟนหนุ่มถูกจับจึงขอความช่วยเหลือไปยังศาสตราจารย์ และแล้วศาสตราจารย์ก็ต้องดึงทุกคนกลับมาอีกครั้งและดำเนินการแผนเก่าของมาร์ตินกับเบอร์ลินที่เขาคิดว่ายังมีจุดอ่อนมาใช้อย่างจำเป็น

ด้วยความที่มันเป็นแผนที่เขาไม่ได้คิด เขาจึงต้องเดินทางไปขออนุญาตมาร์ตินให้มาเป็นผู้นำกลุ่มโจรแทนเบอร์ลิน ในขณะที่เขาก็ไม่มีเวลาเกลาแผนให้สมบูรณ์แบบจึงต้องด้นสดไปพร้อม ๆ กัน และทำให้สถานการณ์ปล้นรอบนี้มีบรรยากาศแปลกกว่ารอบก่อน ยิ่งเมื่อตัวละครผูกพันกันมากขึ้นซึ่งเป็นข้อห้ามที่ศาสตราจารย์เองเข้มงวดมากจนถึงขนาดห้ามรู้ชื่อจริงกันในภาคก่อน จุดอ่อนของตัวละครและแผนการเมื่อผสมกันก็ทำให้ทุกอย่างชวนลุ้นอยู่ไม่น้อย ยิ่งครั้งนี้คู่เจรจาที่พวกเขาต้องเจอไม่ใช่สาวที่มีจุดอ่อนอย่างสารวัตรราเกล หากแต่เป็นเสือสาวสุดแสบผู้ไร้หัวใจแทน การปล้นที่ไร้ความรุนแรงอันเป็นอุดมคติของศาสตราจารย์จึงสุ่มเสี่ยงจะพังยับไม่เป็นท่า ดีกรีการห้ำหั่นและการสูญเสียในครั้งนี้จึงเข้มข้นถึงขีดสุด

ส่วนที่ชอบสำหรับภาคนี้ก็ยังคงเป็นโพรดักชันที่มีความสมจริงและเท่ไปพร้อมกันเช่นเคย ฉากการคิดวิธีขโมยทองคำดูอลังการกว่ารอบก่อน การดำน้ำในห้องเซฟนี่เท่มาก ๆ การสร้างตัวละครต่าง ๆ ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีพยายามหาปมใหม่ ๆ มาเล่นรวมถึงการเอาปมเก่ามาขยี้ก็ยังดี พัฒนาการของตัวละครต่าง ๆ น่าสนใจ เดนเวอร์ที่มีความรับผิดชอบแบบพ่อคนมากขึ้นแต่ก็ยังทิ้งความเลือดร้อนคิดมากที่เป็นนิสัยติดตัวไม่ได้ รักสามเส้าแบบหลากหลายทางเพศของเฮลซิงกิกับมาร์ตินและไนโรบี (และอาจ

รวมถึงเบอร์ลิน) ก็สร้างสรรค์มุมมองใหม่ ๆ เรื่องความรัก ส่วนความรักของริโอที่เปลี่ยนคนหลุดโลกอย่างโตเกียวได้ก็น่าสนใจ ที่น่าจะเปลี่ยนจากเดิมมากสุดก็คงเป็นตัวศาสตราจารย์เองที่ตอนนี้สานสัมพันธ์รักกับสารวัตรราเกลและกลายเป็นตัวละครที่มีจุดอ่อนในตัวผุดขึ้นไม่หยุดจากการเริ่มมีหัวใจนี่เอง เพราะในภาคแรกศาสตราจารย์มีจุดแข็งเรื่องจิตใจกับแผนการมากพอสมควร พอมาภาคนี้ยิ่งเห็นพัฒนาการของเขาชัดขึ้นไปอีก

 

ด้านฝั่งตัวร้ายก็ดุดันน่ากลัวขึ้นสมกับที่ควรเป็น เพราะนี่เป็นการเผชิญหน้ากลุ่มโจรเดิมที่มีลายเซ็นในวิธีการมาแล้ว ฝ่ายรัฐย่อมควรต้องรับมือได้ดีขึ้นไปด้วย อย่างการตัดวงจรดิจิทัลไปเลย และแนวคิดว่าแข่งการเงินกับทางพระเอกก็สู้พวกโจรไม่ได้หรอกเพราะกำลังเงินของรัฐที่ใช้ในการต่อต้านการก่อการร้ายมันจำกัดในขณะที่พระเอกมีเงินเป็นร้อยล้าน ก็เป็นสิ่งที่มาเหนือการคาดเดามาก ๆ และการเพิ่มโจทย์ยาก ๆ ให้ฝั่งตัวเอกก็ทำได้น่าสนใจดีทีเดียว โดยเฉพาะตัวละครสารวัตรอลิเซียสาวโหดท้องแก่

แค่ภาพลักษณ์ภายนอกก็มีความขัดแย้งรุนแรงแล้วเพราะความรุนแรงกับความเป็นแม่เป็นอะไรที่เข้ากันไม่ได้เลย อีกตัวละครที่น่าสนใจก็คือหัวหน้า รปภ. ของธนาคารสเปนที่น่าจะเป็นตัวปัญหาสุดของภาคนี้แล้ว ด้วยคาแรกเตอร์แบบจงใจลอกตัวละคร จอห์น แม็กเคลน ในหนัง Die Hard มาใช้เป็นไอเดียที่น่าสนใจมาก เพราะเราต้องเอาใจช่วยคนร้ายสู้กับตัวละครคล้ายพระเอกดังแบบนี้ เป็นอะไรที่สนุกมาก ยิ่งพี่แกตายยากสมชื่อยิ่งน่าจะมีผลกระทบกับซีรีส์ในฉากสำคัญต่อไปแน่ ๆ

ส่วนที่ไม่ชอบสำหรับซีรีส์ในภาคนี้ คือความโลกสวยและบังคับสกิลมหานิยมให้กลุ่มตัวเอกไปหน่อย เพราะว่ากันตามความจริงแล้วการปล้นโรงกษาปณ์ในภาคก่อนถ้าว่าตามโลกความจริง มันจะเกิดความปั่นป่วนทางการเงินทั้งประเทศหรือทั้งโลกด้วยซ้ำ ผลกระทบนี้จะลงไปที่เศรษฐกิจและตัวประชาชนรากหญ้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ ว่ากันตามนี้การที่ชาวบ้านจะสนับสนุนกลุ่มพระเอกหรือยกให้เป็นวีรบุรุษมันพูดยากมากทีเดียว การมาโปรยเงินหลังจากผ่านเหตุการณ์เก่าไปปีสองปีแทบไม่ได้สร้างอารมณ์ร่วม

อะไรขนาดนั้นเลย ยิ่งดูมีวาระซ่อนเร้นในการช่วยพรรคพวกเข้าไปอีก (และว่ากันตามจริงการโยนเงินนอกระบบเข้ามาแบบนี้ยังทำให้เงินลดค่ากลายเป็นแค่กระดาษเข้าไปอีก) ยังไม่นับเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนร้ายในคดีก่อการร้ายทางเศรษฐกิจเองก็ไม่น่าเป็นระเบิดที่เปลี่ยนสถานการณ์ได้ขนาดนั้นเลย (จริง ๆ เอกสารลับของรัฐบาลนั่นยังดูน่าเอามาใช้เสียมากกว่า) โดยสรุปก็คือในแง่ของความพยายามให้พวกพระเอกเป็นกลุ่มฮีโรมันขัดความรู้สึกมากไปพอสมควร

ส่วนที่รู้สึกว่าแย่กว่าเดิมเลยคือการเล่าเรื่อง แผนการมีเวลาเกลาน้อย ทั้งในเรื่องจริงที่ต้องเข็นภาคต่อออกมา และในเรื่องที่พระเอกต้องเอาแผนไม่สมบูรณ์มาใช้ก็ทำให้ความฉลาดลดลงไป แล้วการเอาเรื่องดราม่าเข้ามาอุดเนื้อหาให้แน่นก็ใช้มากไปจนการเดินเรื่องย้วยไปมา วนเวียนอยู่กับเรื่องรักสองเส้าสามเส้าของตัวละครกลุ่มนั้นกลุ่มนี้วนอยู่อย่างนั้น ยิ่งประเด็นเฟมินิสต์ที่จริง ๆ ก็เป็นซับพลอตในภาคแรกอยู่แล้วและเอามาใช้ขับพลอตหลักได้น่าสนุกดี พอมาภาคนี้ยิ่งเลยเถิดเอามาเล่นจนล้นเหมือน

ตัวละครไม่มีการเรียนรู้อะไรเลย และที่หนักสุดคือฉากแฟลชแบ็กที่ภาคก่อนเน้นเอามาเฉลยแผนการหรือเปิดปมที่กระทบแผนการต่าง ๆ มาภาคนี้เอามาแค่ขยายปมดราม่าแบบไม่ส่งผลกับเรื่องราวหลักเสียเยอะ บางช่วงคือเอาดราม่าเพียว ๆ ไม่มีประเด็นอะไรใหม่เลยจริง ๆ เป็นดราม่าที่รู้อยู่แล้ว หรือบางครั้งก็แค่พยายามมีที่ทางให้ตัวละครแสนรักของผู้ชมอย่างเบอร์ลินที่ได้มีเวลาออกมาโชว์บ้าง ซึ่งไม่ส่งผลอะไรกับเนื้อหาอีกแล้ว ถ้าเป็นละครไทยก็คือฉากยัดเอ็มวีมาให้เต็มเวลานั่นเลย

สรุป

แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องบอกว่านี่ยังเป็นซีรีส์สายอาชญากรรมสมองเพชรที่สนุกน่าติดตามมากที่สุดในช่วงนี้อยู่ดี และความนิยมในบ้านเราต่อตัวซีรีส์ที่มากขนาดติดเทรนด์ประจำวันอันดับต้น ๆ จนซีรีส์ยังมาถ่ายฉากในประเทศไทยเป็นเซอร์ไพรส์ให้แฟนชาวไทยได้วี้ดว้ายด้วย ก็น่าจะเพียงพอที่จะบอกว่า ถึงย้วยลงบ้างแต่ยังรักซีรีส์นี้อยู่เช่นเดิม ดูหนังออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *